บริหารจัดการอาคาร: วิธีเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับบ้าน

บริหารจัดการอาคาร: วิธีเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับบ้าน เครื่องฟอกอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าช่วยกรองสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ในอากาศอย่างฝุ่นควัน หรือกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เพื่อให้อากาศสะอาดบริสุทธิ์นี้ กำลังเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่หลายพื้นที่กำลังได้รับผลกระทบ และด้วยการที่ฝุ่นเจ้าปัญหาดังกล่าว สามารถเล็ดลอดเข้ามาทำอันตรายได้ถึงภายในบ้าน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวล และกำลังมองหาซื้อเครื่องฟอกอากาศดี ๆ สักเครื่องมาใช้เพื่อปกป้องตนเองและคนที่คุณรัก

แนะนำวิธีเลือกเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสม

แต่ปัญหาหลักของการเลือกซื้อคือไม่รู้ว่าจะต้องเลือกอย่างไร เพราะว่าในตลาดก็มีหลายรุ่นหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อซะเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ Priceza จึงขอมาแนะนำวิธีเลือก เครื่องฟอกอากาศ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ยี่ห้อไหนดีรุ่นไหนคุ้มที่นี่มีคำตอบ แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จัก และเข้าใจการทำงานของเครื่องฟอกอากาศให้มากขึ้นกันสักหน่อยดีกว่า

ประโยชน์ของเครื่องฟอกอากาศ

ช่วยลดความเสี่ยงของอันตรายจากภาวะปนเปื้อนในอากาศ
จากผลสำรวจของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐได้ประเมินไว้ ระบุว่าอากาศที่อยู่ในบ้านเรามีความสกปรกกว่าอากาศด้านนอกถึง 2 – 5 เท่าเลยทีเดียว และส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างฝุ่น PM 2.5 ที่เล็กกว่าเส้นผมถึง 25 เท่า, ละอองเกสร และเชื้อโรค ดังนั้นการมีเครื่องฟอกอากาศในบ้านจะทำให้คุณมั่นใจว่าคุณและครอบครัวจะปลอดภัยจากสิ่งปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อสุขภาพเหล่านั้น

ช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในอากาศ
ในเครื่องฟอกบางประเภทจะใช้แผ่นกรองที่สามารถดักจับและขจัดกลิ่นแปลกปลอมในอากาศ เช่น กลิ่นบุหรี่ กลิ่นสัตว์เลี้ยง กลิ่นอาหาร หรือกลิ่นสารเคมีอันตรายอย่างฟอร์มาดีไฮด์ที่มีกลิ่นฉุนและมักพบในอุตสาหกรรมไม้ เฟอร์นิเจอร์ เรซิน แลคเกอร์ หรือน้ำยาทาเล็บ เป็นต้น ได้

ลดความเสี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
สำหรับใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ คงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเป็นแน่ ถ้าเกิดอาการภูมิแพ้ที่เราพยายามกำราบแทบตายได้กำเริบขึ้นมา โดยเฉพาะอาการภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หอบ หืด ที่มีสาเหตุมาจาก จากสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่มีฟังก์ชั่นกรองสารก่อภูมิแพ้ อาทิ ละอองเกสร สารในขนสัตว์เลี้ยง ฝุ่น ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงอาการกำเริบได้นั่นเอง

หลักการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ
การฟอกอากาศ ของตัวเครื่องฟอกจะทำงานโดยการการดูดอากาศบริเวณโดยรอบเข้ามา แล้วกรองสิ่งที่ปนเปื้อน อนุภาคที่เป็นอันตรายและสิ่งแปลกปลอมในอากาศ ด้วยแผ่นกรองหลายประเภท จากนั้นก็จะปล่อยอากาศบริสุทธิ์คืนกลับไปยังพื้นที่นั้น ๆ แต่ก็ยังมีเครื่องฟอกอากาศอีกหลายประเภทที่ใช้หลักการอื่น ๆ เช่น การปล่อยประจุลบไปดักจับอนุภาคอันตรายในอากาศ การใช้ก๊าซโอโซน หรือการใช้แสง UV เป็นต้น

เครื่องฟอกอากาศมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

โดยทั่วไปเราสามารถจำแนกประเภทของเครื่องฟอกอากาศได้จากหลายบริบท ทั้งเรื่องระบบการกรอง ชนิดของแผ่นกรอง คุณสมบัติ และลักษณะการใช้งาน เช่น เครื่องฟอกอากาศที่ใช้แผ่นกรอง เครื่องฟอกด้วยประจุลบ หรือเครื่องฟอกแบบพกพา ได้แก่ เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนขอแบ่งออกใหญ่ ๆ เป็น 3 ประเภท ดังนี้

เครื่องฟอกอากาศที่ใช้แผ่นกรองเป็นหลัก Filtration Air Purifier

เครื่องฟอกอากาศชนิดนี้จะอาศัยการดูดอากาศโดยรอบเข้ามาผ่าน แผ่นกรองอากาศ หลากชนิด เช่น แผ่นกรองแอคทิเวเทตคาร์บอน Activated Carbon ที่มีคุณสมบัติดักจับและดูซับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ทั้งหลายแหล่ได้ และแผ่นกรองที่เรียกว่าได้เป็นมาตรฐานของเครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่ในตลาดก็คือ แผ่นกรอง HEPA (High-efficiency particulate air)* ที่ผลิตจากเส้นใยแก้วไฟเบอร์กลาสขนาดเล็กมาก ๆ มาถักทอเรียงตัวกัน มีประสิทธิภาพในการกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้ถึง 85 – 99.99% ขึ้นอยู่กับคลาสของแผ่นกรองตามมาตรฐาน EN-1822 ของยุโรป

ประเภท แผ่นกรองอากาศ เครื่องฟอกอากาศ

แล้วอะไรบ้างที่เจ้าแผ่นนี้สามารถกรองได้ คำตอบคือสามารถกรองฝุ่นได้แทบทุกชนิด ไม่เว้น PM 2.5 ที่กำลังเป็นปัญหา ละอองเกสรดอกไม้ กรองสปอร์เชื้อรา แบคทีเรีย เชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ได้ ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเครื่องกรองอากาศในยุคนี้เลยก็ว่าได้ อายุการใช้งานแผ่นกรองจะอยู่ราว ๆ 6 – 12 เดือนขึ้นอยู่กับการความถี่ใช้งาน และควรหมั่นดูแลความสะอาดนำมาปัดฝุ่น หรือเปลี่ยนใหม่ตามรอบอายุการใช้งานที่แต่ละยี่ห้อระบุไว้ในคู่มือการใช้ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการการฟอกอากาศ เช่น dyson pure cool link ที่เป็นทั้งพัดลมและเครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศ-ใช้แผ่นกรอง-HEPA

เครื่องฟอกอากาศแบบผสมผสาน Integrated Air Purifier
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เครื่องฟอกอากาศหนึ่งตัวสามารถใช้ระบบการกรองอากาศได้หลายระบบ ซึ่งเครื่องฟอกอากาศแบบผสมผสานนี้ เป็นการประยุกต์เอาเทคโนโลยีการฟอกอากาศแบบอื่น ๆ มาผสมผสานกับการใช้แผ่นกรองเพื่อช่วยให้ฟอกอากาศมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม เช่น

การใช้ Negative Ionization เข้ามาช่วย
Negative Ionization คือเทคโนโลยีที่อาศัยหลักไฟฟ้าสถิตย์ ในการปล่อยประจุไอออนลบออกไปในอากาศ แล้วให้ไปจับตัวกับประจุบวกของพวกอนุภาคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายจำพวก ฝุ่น สารก่อภูมิแพ้ เชื้อรา เชื้อโรคต่าง ๆ ให้ตกลงสู่พื้น รวมไปถึงยังสามารถยับยั้งและฆ่าเชื้อไวรัสบางชนิดได้อีกด้วย เช่น เครื่องฟอกอากาศ Sharp ทุกรุ่น

วิธีเลือกเครื่องฟอกอากาศ ที่ใช้ Negative Ionization

การใช้แสง UV ในการกรองกำจัดเชื้อโรค
เป็นการอาศัยรังสีอัตราไวโอเล็ต หรือรังสี UV มาทำลายพวกเชื้อโรค แบคทีเรีย จุลินทรีย์ต่าง ๆ โดยคลื่นแสงจะทะลุทะลวงเข้าสู่ DNA ของเชื้อเหล่านั้นทำให้พวกมันตาย เช่น เครื่องฟอกอากาศ Bwell รุ่น AC-2103 , เครื่องฟอกอากาศ Bionaire รุ่น BAP9900UV-CN , เครื่องฟอกอากาศ Sun-Pure 3in1

เครื่องฟอกอากาศแบบพกพา Portable Air Purifier
เป็นเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็ก สามารถพกพาไปใช้นอกบ้านได้ เหมาะสมกับพื้นที่ ๆ ไม่กว้างมาก เช่น เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ ที่ใช้ไฟจากอะแดปเตอร์ที่ต่อเข้ากับที่จุดบุหรี่ในรถยนต์ เช่น Sharp รุ่น IG-DC2B , Xiaomi MiJia Car Air Purifier, Philips GoPure Slimline 230 เป็นต้น

เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานในรถยนต์โดยเฉพาะ มีคุณสมบัติฟอกอากาศเทียบเท่าตัวใหญ่ๆ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องคุณสมบัติขอบเขตในการฟอกอากาศในไม่กว้างนักประมาณ 4 – 10 ตารางเมตร แล้วด้วยขนาดที่เล็กเลยทำให้มันมีราคาไม่แพงมากเริ่มต้นที่พันนิด ๆ ไปจนถึง 20,000 บาท

เครื่องฟอกอากาศต่างกับเครื่องปรับอากาศ (แอร์) อย่างไร

ในยุคปัจจุบันเครื่องปรับอากาศ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “แอร์” เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีหน้าที่หลักในการปรับอุหภูมิในอากาศให้เย็นลงตามความต้องการ และช่วยควบคุมความชื้นในอากาศได้ ส่วน “เครื่องฟอกอากาศ” เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีหน้าที่หลักในการฟอกอากาศให้สะอาด แม้ว่าหลาย ๆ แบรนด์ จะใส่ระบบฟอกอากาศ Purifier System เข้าไปเป็นฟังก์ชั่นเสริมให้ จนสามารถพูดได้ว่าเราสามารถใช้แอร์ฟอกอากาศได้ อย่างไรก็ตามหากเทียบกันในเรื่องประสิทธิภาพการฟอกอากาศ ตัวเครื่องฟอกที่สร้างมาเพื่อการใช้งานอย่างเฉพาะเจาะจงจะทำงานได้ดีกว่าจ้า

วิธีการซื้อเครื่องฟอกอากาศ PM 2.5 ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศสักตัวให้เหมาะสมกับการใช้งาน ถูกใจผู้ใช้ และให้พอดีกับห้องที่จะติดตั้ง มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง 5 อย่างดังนี้

1. เช็คปัญหาที่ต้องการแก้ไข (ฟังก์ชั่นการใช้งาน)

อย่างที่กล่าวไปเบื้องต้นว่า เครื่องฟอกอากาศแต่ประเภทแต่ละรุ่นนั้นมีความเหมาะสมต่อการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรตอบคำถามให้ได้ก่อนเลยคือ เราต้องการจะซื้อมาเพื่ออะไร และต้องการให้มันช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ ต้องการป้องกันฝุ่น กำจัดกลิ่น ฆ่าเชื้อโรค ฯลฯ

นอกจากนี้ในเครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ ๆ ก็ได้เพิ่มฟังก์ชั่นเสริมอื่น ๆ ให้ทำอะไรได้มากกว่าเก่า และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เช่น ฟีเจอร์ดักจับยุง ฟีเจอร์ลดหรือเพิ่มความชื้น ฟีเจอร์หน้าจอสัมผัส และฟีเจอร์เชื่อมต่อและควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่น เป็นต้น

2. ตรวจสอบขนาดพื้นที่ของห้องที่ต้องการใช้

สิ่งสำคัญอันดับต่อมาคือเรื่องขนาดของห้อง เนื่องจากเครื่องปรับอากาศแต่ละรุ่นจะมีสเปคระบุขนาดห้องที่รองรับไว้ หากห้องที่จะนำเครื่องไปติดตั้งมีพื้นที่มากกว่าสเปคที่ตัวเครื่องรองรับ จะทำให้ประสิทธิภาพการฟอกอากาศทำงานได้ไม่เต็มที่

3. งบประมาณ ราคาและความหายากของแผ่นกรองอากาศ

เครื่องฟอกอากาศที่วางขายบ้านเรา เอาแบบแบรนด์ที่มีการประกันมาตรฐาน จะมีราคาอยู่ในช่วงประมาณ 3 พัน ไปจนถึงหลายหมื่นบาท แต่มิใช่แค่ว่าซื้อเครื่องอย่างเดียวแล้วใช้ได้ไปตลอดกาล เนื่องจากชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่องอย่าง “แผ่นกรองอากาศ” เป็นสิ่งมีอายุการใช้งานที่จำกัด ส่วนใหญ่เมื่อมันเสื่อมจะต้องซื้อใหม่ และเจ้าแผ่นกรองนี้แหละที่อาจทำให้คุณต้องเสียเงินมากขึ้น อีกทั้งแผ่นกรองอากาศที่รองรับในบางรุ่นหายากประหนึ่งแรร์ไอเทมต้องสั่งจากต่างประเทศ บวกลบค่าขนส่งดีไม่ดี ๆ ราคาอาจเท่าค่าเครื่องเลยก็ได้

4. การรับประกันและบริการหลังการขาย

ไม่ว่าจะแบรนด์ใดก็ตาม ไม่มีสินค้าใดที่ทั้งล็อตจะผลิตออกมาสมบูรณ์ 100% ทุกชิ้น และถ้าเราเกิดดวงไม่ดีเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่ได้ของมีปัญหา หากมีการรับประกันและบริการหลังการขายที่ดี จะทำให้คุณอุ่นใจ ส่งเคลมได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมากระวนกระวายให้เสียสุขภาพจิต โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ใหญ่ ๆ จะมีศูนย์ซ่อมค่อนข้างเยอะคอยอำนวยความสะดวกกรณีเกิดปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

5.กำลังไฟ การประหยัดไฟ

เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป การเลือกซื้อจะต้องคำนึงกำลังไฟฟ้าที่จะส่งผลต่อค่าไฟ ยิ่งมีจำนวนวัตต์มาก ก็จะยิ่งกินไฟมาก ไม่ต้องถึงกับต้องมีป้ายประหยัดไฟเบอร์ 5 เพราะว่ากำลังไฟของเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็ก – กลาง จะอยู่ราว ๆ 29 – 50 วัตต์ พอ ๆ กับพัดลมตั้งโต๊ะขนาดกลาง 1 ตัว และบางรุ่นจะมีโหมดประหยัดพลังงานมาให้ด้วย